ปีหน้าหุ้นแบงก์แบบไหนลุ้นโตโดดเด่นควรลงทุนติดตามได้ที่นี่

0 views
0%

ปีหน้าหุ้นแบงก์แบบไหนลุ้นโตโดดเด่นควรลงทุนติดตามได้ที่นี่

ปีหน้าหุ้นแบงก์แบบไหนลุ้นโตโดดเด่นควรลงทุนติดตามได้ที่นี่ หุ้นแบงก์พร้อมช้อปลงทุน ปัจจัยหนุน – มูลค่าหุ้นจูงใจ หุ้นแบงก์พร้อมช้อปลงทุน ปัจจัยหนุน – มูลค่าหุ้นจูงใจ ต้องยอมรับเลยว่า “หุ้นกลุ่มแบงก์ “ ไร้เสน่ห์น่าสนใจลงทุน จากวิกฤติโควิด -19 ที่เข้ามากระทบในระลอก 3 จนทำให้มูลค่าหุ้นทั้งกลุ่มลงมาซื้อขายในระดับที่ต่ำกว่าในอดีตค่อนข้างมาก แต่หลังจากมีสัญญาณเปิดเมืองเดือนก.ย. ออกมาหุ้นกลุ่มแบงก์กลับเป็นหุ้นที่พลิกมาน่าสนใจลงทุนมากที่สุดเพราะอะไร ? ปัจจัยลบที่คอยกดดันคือ “หนี้เสีย” ในระบบที่ส่งสัญญาณแล้วว่ามีแต่เพิ่มขึ้นจากมาตรการล็อกดาวน์หลายระลอกที่ทำให้รายได้สะดุด ลดการจ้างงานหรือลดค่าจ้างจนนำไปสู่การปิดกิจการได้ ทำให้มีการประเมินว่ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้มีออกมาต้องต้องแรงและถึงมือลูกหนี้จริงซึ่งจะกระทบสถาบันการเงินต้องเกิดขึ้น มาตรการดังกล่าวธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการประกาศออกมาเป็นระยะตั้งแต่พักหนี้พักดอกเบี้ย 2 เดือน (ก.ค.-ส.ค. 64) แต่ยังไม่เพียงพอกับสถานการณ์เศรษฐกิจทำให้ ธปท.ต้องเสริมให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้แบบยั่งยืน เช่น ลดดอกเบี้ย ตัดหนี้และดอกเบี้ยบางส่วน (แฮร์คัดหนี้ ) เป็นต้น จนทำให้เกิดความกังวลในหุ้นกลุ่มแบงก์จะเจอหนี้เสียสะสมมากขึ้น และแบงก์ก็จะไม่กล้าปล่อยสินเชื่อใหม่เพราะถูกปัจจัยเสี่ยงกดทับไว้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ราคาหุ้นในกลุ่มนี้จะซื้อขายในระดับมูลค่าที่ต่ำมาตลอด สะท้อนได้จากอัตรากำไรต่อหุ้น (EPS) หุ้นในกลุ่มส่วนมากซื้อขายต่ำกว่ากลุ่ม หรือมูลค่าหุ้นทางบัญชี (PBV) ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ท่ามกลางอัตราการจ่ายปันผลที่จูงใจระดับเฉลี่ย 3-4 % นั้นเพราะแนวโน้มธุรกิจมีความเสี่ยงมากกว่าปัจจัยบวก จนสมาคมธนาคารไทยและธปท. ออกมาชี้แจงในช่วงเวลาไล่เรี่ยกันถึงแนวทางดังกล่าว ไม่ได้บังคับให้สถาบันการเงินใช้มาตรการแฮร์คัทหนี้กับลูกหนี้ทุกราย หรือลูกหนี้ทุกรายจะต้องได้รับการแฮร์คัทหนี้ แต่ให้เป็นการช่วยเหลือสอดคล้องกับปัญหาด้านรายได้ เช่น ในช่วงต้นลูกหนี้อาจจะรายได้ยังไม่กลับมามาก ก็ขอให้สถาบันการเงินให้ลูกหนี้ผ่อนชำระในอัตราที่ไม่สูง ก่อนค่อย ๆ ทยอยปรับเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่การเลื่อน หรือพักหนี้เป็นการชั่วคราว ต่อด้วยการลดต้นทุนทางการเงินให้กับสถาบันการเงินเกิดความคล่องตัว “กล้าปล่อยสินเชื่อ” มีทั้งคงการจัดชั้นชั่วคราวยาวไปถึงสิ้นปี 2565 สำหรับลูกหนี้รายย่อยและเอสเอ็มอีที่เข้าโครงการปรับโครงสร้างนี้ทำให้ลดภาระการตั้งสำรองฯของหุ้นธนาคาร โดยเสริมการจัดชั้นและการกันเงินสำรองแบบยืดหยุ่นไปจนถึงสิ้นปี 2566 กรณีมีการช่วยเหลือลูกหนี้ และสุดท้าย ขยายเวลาการปรับลดการนำส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟู (FIDF)ของสถาบันการเงินไว้ที่ 0.23 % ไปจนถึงสิ้นปี 2565 ซึ่งมาตรการดังกล่าวถือว่ามากเพียงพอที่จะทำให้นายแบงก์สบายใจในการเข้าช่วยเหลือลูกหนี้และรับหนี้เสียเพิ่มขึ้นในอนาคตได้ ดังนั้นราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ปรับตัวขึ้นทันทีจากประเด็นดังกล่าวบวกกับมูลค่าหุ้นที่ถูกกดจนต่ำมานาน จึงเป็นจุด “ลงทุน” สำหรับกองทุน-สถาบัน เพื่อรับกับการเปิดเมืองในอนาคต ในมุมมองของโบรกเกอร์ต้องมีการปรับแนวโน้มลงทุนอีกครั้งสำหรับหุ้นในกลุ่มนี้ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แนะนำ “ถือลงทุน” หุ้นกลุ่มแบงก์ในช่วงต้นเดือน ส.ค. เริ่มมีความหวังมากขึ้นหลังมีวัคซีนเข้ามา โดยเชื่อหลังฉีดวัคซีนให้ประชากรได้ครอบคลุมจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวเหมือนในหลายๆ ประเทศ และยังเชื่อ ว่าฐานะธนาคารปัจจุบันแข็งแกร่งกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งอย่างมาก การเตรียมความพร้อมรองรับความไม่แน่นอนผ่านการตั้งสำรองส่วนเกินน่าจะลดผลกระทบของวิกฤติครั้งนี้ได้มากระดับหนึ่ง ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารเทรดต่ำเพียง 0.58 เท่า (BV) ดังนั้นจึงมองข้ามไปถึงปี 2565 มองเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัว กำไรของกลุ่มธนาคารจะค่อยๆ ดีขึ้นในระยะยาว โดยให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร คือ BBL( 151บาท) , KBANK (158 บาท) เชื่อผลประกอบการปีนี้โตโดดเด่นสุด และ TISCO (110 บาท) ถือเป็นธนาคารที่มีความสามารถในการทำกำไรสูงสุดในระบบ มีเงินกองทุนแข็งแกร่งสุด มี Coverage ratio สูงสุด และอัตราเงินปันผลจ่ายสูงสุดในระบบ Cryptonicest.com แนะนำทุกการลงทุน หารายได้เสริม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง หุ้น มีทั้ง ข่าวหุ้น สอนการ เทรดหุ้น เล่นหุ้น ให้ทุกท่านได้รับรู้ก่อนใคร อีกทั้งยังมี สลาก มีทั้ง สลากกินแบ่งรัฐบาล สลากธกส สลากออมสิน สอนเทคนิคการซื้อ กองทุนรวม บิทคอยน์ Bitcion รวมถึง NFT ว่าคืออะไร แล้วต้องทำอย่างไร ขอแนะนำ Cubd-game.com รีวิวเกม เกมน่าเล่น เกมออนไลน์ คลับของคนรักเกม
From:
Date: ธันวาคม 21, 2021

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

50 - 7 =